วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ป่ากลางเมือง คอนโดรักษ์โลกจากมิลาน

เมื่อไอเดียเรื่องสวนแนวตั้งถูกนำมาใช้ในการสร้างที่อยู่อาศัย ผลพวงของการออกแบบเพื่อหาหนทางอยู่ร่วมกันให้ได้ระหว่างต้นไม้กับเมืองใหญ่ จึงได้ผลลัพท์ที่ลงตัวกว่าที่เคย ออกมาเป็นอาคารที่พักซึ่งทำหน้าที่เป็นสวนแนวตั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ดูสดใสสบายตา พร้อมทั้งเป็นปอดให้กับคนเมืองไปพร้อม ๆ กัน

ที่พักสีเขียวนี้มีชื่อว่า "บอสโก เวอร์ติคาเล" (Bosco Verticale) ออกแบบโดยนาย สเตฟาโน โบเอรี สถาปนิกชาวอิตาลีวัย 55 ปี ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากที่เขาได้พา โบเอรี สตูดิโอ บริษัทออกแบบตนเอง เข้าร่วมในโปรเจ็คท์การปลูกต้นไม้ภายในท้องถิ่น จึงได้เห็นความสำคัญของต้นไม้เขียว ๆ ว่ามันมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของคนเราอย่างไร "บอสโก เวอร์ติคาเล" จึงไม่ได้เป็นแค่ตึกที่พักหรูกลางเมืองมิลาน ที่มีระเบียงสำหรับวางกระถางต้นไม้เท่านั้นแต่อาคารแฝดขนาด 27 ชั้น สูง 365 และ 260 ฟุต พร้อมจะเป็นที่พักอาศัยให้กับมนุษย์ ร่วมกับต้นไม้ 730 ต้น ไม้พุ่ม 5,000 ต้น และพืชคลุมดินอีกกว่า 10,000 ต้น เรียกได้ว่าพื้นผิวภายนอกอาคารกว่าร้อยละ 80 ปกคลุมไปด้วยพุมใบสีเขียว แทนที่จะเป็นสีของคอนกรีตอย่างตึกทั่ว ๆ ไป แถมต้นไม้เหล่านี้ยังช่วยกรองแสงจัดจ้าแบบแดดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่ให้ปะทะตัวอาคารโดยตรง ทำให้ภายในอาคารเย็นลงด้วย


นอกจากเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่กลมกลืนไปกับการใช้ชีวิตแบบคอนโดมิเนียมแล้ว โบเอรี ยังคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะในตึกที่สูงขนาดนี้ แน่นอนว่าลมในชั้นสูง ๆ ย่อมแรงกว่าปกติ เขาจึงได้ทำการทดสอบต้นไม้หลากหลายชนิดว่าเพื่อหาว่าต้นไม้ชนิดใดที่เหมาะจะนำมาปลูก และต้านทานลงแรงในชั้นสูง ๆ ได้ โดยการทดสอบกับกังกันลมที่จำลองลมแรงจัด นอกจากนี้ยังบรรจงเลือกปลูกต้นไม้แต่ละชนิดให้เหมาะกับระดับความสูง และคำนึงถึงความต้องการแดดของต้นไม้แต่ละอย่างโดยเลือกปลูกให้อยู่ในด้านและมุมที่ถูกต้องของตัวอาคารอีกด้วย

อย่างไรก็ดี "บอสโก เวอร์ติคาเล" กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2012 ส่วนใครที่สนใจจะเข้าอยู่สามารถเลือกเรตราคาได้ 2 แบบ คือ 560,000 ปอนด์ (27,036,800 บาท) สำหรับห้องพักขนาด 80 ตารางเมตร ที่อยู่บนชั้นความสูงระดับกลางถึงต่ำ และ 1.7 ล้านปอนด์ (82,076,000 บาท) สำหรับห้องพื้นที่ 200 ตารางเมตร บนชั้นสูง ๆ ที่สามารถชมวิวเมืองมิลานได้ถนัดตา และเมื่อถึงเวลานั้น "บอสโก เวอร์ติคาเล" คงไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัยสำหรับคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนกและแมลงต่าง ๆ ที่ไม่อาจพบเห็นได้ง่ายในเมืองใหญ่อีกด้วย

เรียกว่าหากที่อยู่อาศัยสำหรับโลกในยุคสองพันซึ่งป่าคอนกรีตได้เข้ารุกพื้นที่ราบอันเคยเป็นผืนดินและต้นไม้ไปแทบจะหมดแล้ว เป็นเช่น "บอสโก เวอร์ติคาเล" ได้ทั้งหมด เราก็คงจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสบายมากกว่านี้






Credit kapook.com ^-^












วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Paul Smith

Paul Smith (fashion designer)










Career

Smith left school at the age of 15, a member of Beeston Road Club his only ambition was to become a racing cyclist until his father hauled him off to work at a clothing warehouse. Smith had no real interest in his work during his first two years there except for the cycle journey to and from his home. A terrible cycling accident put an end to his cycling ambitions, and it was only then that Smith's career in fashion design began.He enjoyed his job and had forgotten everything about cycling. Six months in hospital followed and during this time Smith made some new friends. After leaving hospital he arranged to meet them all at a local pub that was popular with art students. It was then that Paul Smith knew he wanted to be part of this colourful world of ideas and excitement.


Paul Smith started to take evening classes for tailoring with Gordon Valentine Tipton in Nottinghamsire who showed him how to cut cloth as well as the basics. Later on Paul Smith joined Lincroft Kilgour in Savile Row after being spotted by chairman Harold Tillman, where his designs were worn by celebrities including footballer George Best. With the help of his then girlfriend (now wife) Pauline Denyer, who was an RCA fashion graduate, and a small amount of savings, he managed to open his first shop 10 Byard Lane, Nottingham in 1970. By 1976 Paul showed his first menswear collection in Paris, under the Paul Smith label. He gradually expanded the retail business, being the first fashion brand to open on Floral Street in London's Covent Garden in 1979, where his shop offered an eclectic combination of clothes and 'finds' for men which reflected his own magpie personality.







The international growth of his business began and most famously in Japan, where his British designs have been particularly popular, while he expanded into three adjacent stores on Floral Street. A converted town-house in Notting Hill, London opened in 1998 and is now his flagship shop, with the company's operational heart remaining between Nottingham and London. In 1998 Paul showed his first women's collection at London Fashion Week, the women's mainline collection continues to this day


Most recentlywithin the last 2 years, Smith has opened shops in Dubai, Bangalore, Leeds, Antwerp, Los Angeles and another shop in London, in addition to a brand new warehouse building in Nottingham.


Paul Smith remains fully involved in the business, designing clothes, choosing fabrics, approving the shop locations and overseeing every development within the company. He has showrooms in London, Paris, Milan, New York and Tokyo.At the moment he is working to design the London Olympics posters and signs.


The success of Smith's business may be attributed to his understanding of his dual roles of both designer and retailer; the success of his designs to his combination of the classic and the quirky. and which allows men to buy relatively traditional (and hence commercially popular) designs that offer a 'twist' of individuality. In September 2010 Smith opened his first standalone womenswear store in Mayfair, London.




Partnerships and other business pursuits



In 2007, Smith began working with the UK based boutique cycle clothing retailer, Rapha. Smith designed a range of cycle clothing in association with Rapha, including a jersey to celebrate the rare start of the Tour de France in London. Since May 2008 Paul Smith has written a fashion blog for Vogue.co.uk. Paul Smith provided suits for the Manchester United team in 2009.






Collections


Today there are 12 different collections; Paul Smith, Paul Smith Women, PS by Paul Smith, Paul Smith Jeans, Paul Smith London, R.Newbold (Japan only), Paul Smith Accessories, Paul Smith Shoes, Paul Smith Fragrance, Paul Smith Watches, Paul Smith Pens and Paul Smith furniture and ‘things’ Paul Smith rugs, china, spectacles and fragrance are made under license. Designed in Nottingham and London, the Paul Smith collections are primarily produced in England and Italy while the fabrics used are mainly of Italian, French and British origin. In 2002 Paul Smith collaborated with Cappellini to create the Mondo collection of furniture inspired by observation and travel. In 2003 Paul designed an upholstery textile in partnership with Maharam, called ‘Bespoke’, which was inspired by classic pinstripe suiting.

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

แมวเปอร์เซีย





แมวเปอร์เซีย ถือเป็นราชินีแมวจากแดนตะวันออกกลางที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะเป็นแมวขนยาว หน้าตาน่าเอ็นดู หัวกลมสวย ตากลมโต มีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รวมถึงหน้าตาก็มีหลายแบบ มีอุปนิสัยอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย ร่าเริงซุกซน ชอบประจบประแจง และมีไหวพริบ ซึ่งแมวพันธุ์นี้นับเป็นแมวต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นพันธุ์แรกด้วย

แมวเปอร์เซียมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเปอร์เซีย หรือประเทศตุรกี และอิหร่านในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1684 ได้มีการบันทึกลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับที่มาของ แมวเปอร์เซีย หรือแมวเปอร์เซียน (Persian Cats) ว่า พ่อค้าทะเลทราย (หรือที่เรียกว่ากองคาราวาน) ทางแถบๆ ตะวันตกของตุรกีและอิหร่าน มักบรรทุกสินค้ามากมาย อาทิเครื่องเทศน์ อัญมณี และสินค้ามีค่าอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็มีแมวขนยาวติดมาด้วย แมวขนยาวนั้นถูกซื้อโดยกะลาสีและได้นำแมวติดไปกับเรือสินค้าเดินทางเข้าทวีป ยุโรป ซึ่งหลายปีต่อมาแมวพันธุ์นั้นถูกรู้จักในชื่อ เตอร์กิส แองโกร่า (Turkish Angora)

ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษเริ่มผสมพันธุ์แมวเตอร์กิส แองโกร่า กับแมวสายพันธุ์อื่น และพัฒนาจนได้แมวที่มีขนหนาและยาวกว่าเดิม กระทั่งในที่สุดแมวพันธุ์นี้ก็ได้รับการยอมรับและจดทะเบียนขึ้นที่ประเทศอังกฤษในชื่อว่า Longhair ซึ่งชื่อของมันก็ถูกตั้งขึ้นตามประเทศต้นกำเนิดนั่นเอง

นอกจากประเทศอังกฤษแล้ว แมวเปอร์เซียยังถูกนำไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั้งยุโรปและอเมริกามานานหลายร้อยปี ซึ่งอเมริกาจะเรียกแมวพันธุ์นี้ว่า Persian



ลักษณะสายพันธุ์

แมวเปอร์เซีย เป็นแมวที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีกระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง หัวและหน้ากลม หน้าผากโหนก แก้มเต็ม ดวงตากลมโต และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน มีจมูกที่หัก กล่าวคือ สังเกตได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นจุดหักระหว่างจมูกกับหน้าผากชัดเจน เมื่อมองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตา

สำหรับแมวเปอร์เซียที่มีลักษณะตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ ควรจะมีจมูกอยู่ในระดับเดียวกับตา โครงสร้างลำตัวสั้น ขาสั้นเตี้ย หูเล็กมีปลายหูที่กลมมน และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน หางสั้นและตรง ไม่มีรอยหัก ขนยาวฟู มีท่วงท่าการเดินดูสง่างาม ทั้งนี้ แมวเปอร์เซียในสมัยแรกๆ มีรูปร่างหน้าตาที่ต่างจากแมวเปอร์เซียในปัจจุบันมากทีเดียว ปัจจุบันมันถูกพัฒนาให้มีรูปร่างที่สั้นขึ้น ขนยาวขึ้น ถูกเปลี่ยนแปลงโครงร่างให้ใหญ่และกลม จมูกสั้นและหักมากขึ้น




แมวเปอร์เซียถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด โดยแบ่งตามสี และลักษณะเป็นหลัก ดังนี้


1.Solid colour ขนจะเป็นสีเดียวตลอดตัว ไม่ควรมีสีอื่นแซมเลย สีจะต้องเสมอกันตลอด เช่น white ขนสีขาวบริสุทธิ์, blue ขนสีเทาเข้ม, black สีขนดำสนิท, red ขนสีแดงเข้มและสดใส, cream ขนสีครีมเข้ม, chocolate ขนสีน้ำตาสช็อกโกแลต, lilac ขนสีลาเวนเดอร์


2.Sliver&Golden ตาจะเป็นสีเขียวหรือสีเขียวอมน้ำเงินเท่านั้น

3.Shade&Smoke จะมีสีขน 3 แบบ คือแบบ Shell จะมีสีที่ปลายขนเพียงเล็กน้อย แบบ Shade จะมีส่วนที่เป็นสีมากกว่า และแบบ Smoke จะมีสีมากกว่าแบบ Shade

4.Tabby
จะมีลวดลายที่เป็นที่ยอมรับอยู่ 2 แบบ คือ Classic และ Mackerel

5.Parti-colour จะเกิดขึ้นเฉพาะเพศเมียเท่านั้น อันสืบเนื่องมาจากการสืบทอดทางโครโมโซม

6.Calico & Bi-Color สีทั่วไปตาจะเป็นสีทองแดง ถ้าเป็นตาสองสีตาข้างหนึ่งจะเป็นสีฟ้า อีกข้างเป็นสีทองแดง ความเข้มของสีตาทั้งสองข้างเท่าๆ กัน

7.Himalayan เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแมวไทยวิเชียรมาสกับแมวเปอร์เซีย จะมีลักษณะแต้มสีตำแหน่งเดียวกับแมววิเชียรมาส คือหูทั้งสองข้าง ที่หน้าครอบเหมือนหน้ากาก ขาทั้งสี่ ตาสีฟ้าสดใส


อาหารและการเลี้ยงดู


เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแมวพันธุ์นี้แล้ว จงพึงระลึกไว้เสมอว่า การดูแลขนของแมวเปอร์เซียเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้เลี้ยงต้องหมั่นทำความสะอาดถึงการแปลงและสางขนแมวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดขนพันกัน เพราะการที่ขนพันกันเป็นกระจุกนั้นจะเป็นแหล่งเพาะเชื่อโรครวมทั้งพยาธิต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบและเป็นที่อยู่ของเห็บหมัดอีกด้วย

ในเรื่องของอาหารการกินนั้น ควรเลือกอาหารที่ช่วยให้ทางเดินอาหารของแมวไม่อุดตัน เนื่องจากแมวเปอร์เซียจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเลียทำความสะอาดขน อันเป็นสาเหตุในการกินหรือกลืนเส้นขนเข้าไปเป็นจำนวนมาก หากเส้นขนจะไปรวมตัวกันในช่องท้องจะทำให้แมวเปอร์เซียสำรอกหรือเกิดปัญหาของระบบย่อยอาหารได้




โรคและวิธีการป้องกัน

โรคที่พบบ่อยในแมวเปอร์เซียนั้นส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นและถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคหายใจขัด หอบ หรือ ท่อน้ำตาอุดตัน เป็นต้น นอกจากนี้ แมวเปอร์เซียที่มีสีขาวรวมถึงแมวเปอร์เซียที่มีตาสีฟ้าหรือตาข้างละสีมักมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด คือ หูหนวก อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคท่อน้ำตาอุดตัน และปัญหาคราบน้ำตา เป็นปัญหาที่พบบ่อยและถูกถามถึงมากที่สุด อาการที่พบ คือ มีน้ำตา ไหลในตาข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง ไม่มีอาการหรี่ตา น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นน้ำตาใสๆ ร่วมกับมีคราบติดบริเวณร่องจมูก ซึ่งโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียในท่อน้ำตา เนื่องจากท่อน้ำตาและโพรงจมูกของแมวเปอร์เซียคดไปคดมา

เมื่อเจ้าเหมียวของคุณประสบปัญหานี้เข้า การแก้ปัญหาเบื้องต้น ผู้เลี้ยงอาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเคอยเช็ดคราบน้ำตาเป็นประจำ เพราะหากปล่อยไว้จนแห้ง อาจเช็ดไม่ออก หมดสวยหมดหล่อไม่รู้ด้วยนะคะ แต่ถ้าหากมีคราบน้ำตามเยอะและข้นกว่าปกติ อาจต้องใช้ยาป้ายตาร่วมกับการเช็ดคราบน้ำตา หรืออาจพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อล้างท่อน้ำตา และทำการรักษาต่อไป




วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

5 วิธียืดตัวให้สูง


**สำหรับคนอายุ 17 - 20 ปี**

1.กระโดดเชือก 600 ครั้ง หรือ ออกกำลังที่มีการยืดใช้เวลาประมาณ 30 นาที (เช้า - เย็น)
ถ้าหากเบื่อวิธีที่กล่าวมา ก็เต้นแอโรบิค หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเต้น
ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวก็ใช้ได้เหมือนกัน ใช้เวลาติดต่อกัน 30 - 60 นาที
(ว่ายน้ำ วิ่งช้า ๆ ขี่จักรยาน บาสเกตบอล เทนนิส เดินเร็ว และอื่นที่มีการกระโดด) ก็ได้ทำให้สูงได้เหมือนกัน

2.ดื่มนมวันละ 2 แก้ว หลังอาหาร (เช้า - หลังอาหาร) เพราะนมวัวไม่เพียงอุดมไปด้วยแคลเซียมและสารอาหารต่างๆ เท่านั้น
แต่ยังมีสารอาหารบางอย่างที่ทำให้สูงขึ้นหรือทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้นนั้นเอง
เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการสูงขึ้น


3.นอนเวลาประมาณ 3 ทุ่มขึ้นไป แต่ห้ามนอนหลังเที่ยงคืนและนอนให้เพียงพอ
*(เพราะฮอร์โมนความสูงจะหลั่งตั้งแต่ เที่ยงคืน ถึง ตี 5)


4.กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น) สารอาหารให้ครบ 5 หมู่

5.งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอลฮอล์ และ น้ำอัดลม งดสูบบุรี่ เท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่จะทำให้มีโอกาสสูงได้น้อยลงได้เหมือนกัน





ถ้าคุณทำตาม 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ภายใน 1 เดือน (30 วัน) รับรองได้คุณจะสูงเพิ่มอีกเฉลี่ยเดือนละ 1.30 เซนติเมตร
(แต่ต้องทำทุกวัน)
^_^ถ้าไม่เชื่อก็ลองวัดส่วนสูงดูก็ได้นะคะ^_^

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Vanessa-Mae



Vanessa-Mae Vanakorn Nicholson (born 27 October 1978), known professionally as Vanessa-Mae (in Chinese: 陳美, Chén Měi), is an internationally known British violinist. Her music style is self-described as "violin techno-acoustic fusion", as several of her albums prominently feature the techno style. She is currently a judge on Popstar to Operastar.




Childhood


Vanessa-Mae was born in Singapore to a Thai father (Vorapong Vanakorn) and a Chinese mother (Pamela Tan). After her parents separated, her mother married Graham Nicholson, and the family moved to England when Vanessa-Mae was four years old. She grew up in London and holds British citizenship. She attended the independent Francis Holland School in London.




Professional life



Vanessa-Mae began playing piano at the age of three and violin at five.She was particularly famous in the United Kingdom throughout her childhood making regular appearances on television (for example on Blue Peter) mostly involving classical music and conservative style. According to Guinness World Records, she is the youngest soloist to record both the Beethovenand Tchaikovsky violin concertos, a feat she accomplished at the age of thirteen.During this time she attended the Francis Holland School in central London.Vanessa-Mae made her international professional debut at the Schleswig-Holstein Musik Festival in Germany in 1988, and also during 1988 made her concerto debut on stage with the Philharmonia Orchestra in London.On entering adolescence Vanessa-Mae broke away from her traditional classical influences and became known for her flashy, sexual style appearing in music videos in stylish outfits. Her first pop-style album, The Violin Player, was released in 1995. She appeared on the 1997 Janet Jackson album The Velvet Rope playing a violin solo on the song "Velvet Rope".She performed in the interval of the 1998 Eurovision Song Contest in Birmingham.In April 2006, Vanessa-Mae was ranked as the wealthiest young entertainer under 30 in the UK in the Sunday Times Rich List 2006. having an estimated fortune of about £32 million stemming from concerts and record sales of over an estimated 10 million copies worldwide, which is an unprecedented achievement for a young female violinist.Vanessa-Mae announced in 2006 that she would be releasing a new album sometime between 2007 and 2008. The album was said to draw inspiration from great ballets and opera themes. A new album was expected in 2009, but the year ended without the expected release.Vanessa-Mae was the special guest violinist for Il Divo's Christmas Tour 2009.She plans to compete in the 2014 Winter Olympics as a downhill skier, representing Thailand.



Violins


Vanessa-Mae most often uses one of two types of violins, a Guadagnini acoustic violin or a Zeta Jazz model electric violin. The Guadagnini was made in 1761, and was purchased by her parents at an auction for £150,000. It was stolen in January 1995, but was recovered by the police two months later. She once dropped it and it broke, but it was repaired.In addition, she uses one of two Zeta Jazz Model electric violins, one of which is white and the other one of which features decals of the U.S. flag. She has also been using a silver-grey Zeta Jazz Model electric violin since 2001. She also owns three Ted Brewer Violins two of which she uses on stage (a Crossbow and a Vivo2 Clear) and in publicity material. In addition to these violins, she sometimes buys violins and resells them later, giving the proceeds to charity.


กฎ 10 ข้อแห่งความโชคดีในการสอบรับตรง Admissions



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 1



โชคนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา แต่โชคดีเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเอง ดังนั้นมันจะคงอยู่ตลอดไป อยากมีโชคก็ต้องอ่านหนังสือนะจ้า ความรู้ต้องมั่นทบทวนอยู่เสมอ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน ก็จะลืม อิอิ



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 2


คนที่อยากจะมีโชคดีมีมาก แต่คนที่จะตัดสินใจไขว่คว้าหามาให้ได้มีน้อย คนส่วนใหญจะอยากจะทำข้อสอบได้คะแนนเยอะ แต่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำคะแนนสอบได้ดี เพราะคนส่วนใหญ่มัวแต่ เล่นเกมส์ เที่ยวกับเพื่อน ดูละคร



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 3


หากตอนนี้คุณไม่มีโชคดี บางทีอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมยังเป็นสภาวะเดิมๆ เพื่อให้ความโชคดีมาเยือน คุณจำต้องสร้างสภาวะใหม่ๆให้เกิดขึ้น การที่ทำข้อสอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเพราะโชคไม่ดีหรอกแต่เป็นเพราะเตรียมตัวมาไม่พร้อมเอง



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 4


การเตรียมสภาวะที่เหมาะสมสำหรับโชคดี ไม่ได้หมายความว่าให้หาผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้คนอื่นได้รับประโยชน์ด้วยจะนำโชคดีมาให้ คนที่เก่งแล้ว ก็ควรจะแบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่นเพราะนอกจาก เราจะได้ทำเพื่อนของเรามีความรู้มากขึ้นแล้ว ตัวเราเองก็จะได้ทบทวนไปในตัวด้วย เหมือนคำกล่าวที่ว่าครูจะเก่งก็เพราะนักเรียน



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 5


หากผัดผ่อนการเตรียมสภาวะที่เหมาะสม "ไว้วันหน้า" บางทีโชคดีอาจจะไม่มาเยือนเลย การสร้างสภาวะที่เหมาะสมต้องมีก้าวแรก เริ่มก้าวเสียแต่วันนี้!คำกล่าวที่ว่า ไว้พรุ้งนี้ค่อยอ่าน ไว้อีก 1 ชมค่อยอ่าน ควรจะเปลี่ยนเป็น ยิบหนังสือมาอ่านเดี่ยวนี้ ตอนนี้



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 6


แม้ในสภาวะที่ดูเหมือนว่าพร้อมแล้ว บางครั้งโชคดีก็ไม่มาเยือน จงมองหารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สภาวะที่ดูเผินๆเหมือนจะไม่จำเป็น... แต่แท้จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้บางครั้งเราอาจจะตั้งใจอ่านมาดีแล้ว แต่บางครั้งเราอาจจะทำข้อสอบไม่ได้เสมอไป จงสำรวจตัวเองว่าเราทำไม่ได้เพราะอะไร จงหาข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยจากครั้งที่ผ่านมา



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 7


ที่เชื่อแต่เรื่องโชค จะเห็นว่า การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเป็นเรื่องไร้สาระ คนที่ลงมือสร้างสภาวะที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น จะไม่กังวลเรื่องโชค คนที่คิดจะหวังขอให้เดาถูกด้วยเถอะ นั่นเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด มีคำกล่าวที่ว่า ต่อให้เทวดามาทำข้อสอบ Pat ยังทำไม่ได้เลย แล้วนี่ยังมีอัตนัยอีก ฮาฮา คุณนั่นหละจงขยันอ่านหนังสือและก็ทำมันได้ด้วยตัวเอง



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 8


ไม่มีใครขายโชคได้ โชคดีนั้นไม่มีขาย จงอย่าเชื่อใจผู้เสนอขายโชค กวดวิชาที่ใดที่บอกว่า เรียนที่นี่รับประกันว่าติดแน่นอน แต่ที่ติดจริงๆ ก็ต้องเป็นเพราะตัวเราเองเป็นอันดับแรก ต่อให้เข้าเรียน กวดวิชาชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย แต่ถ้าเกิดไม่ตั้งใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทำแบบฝึกหัด ยังไง ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณคะแนนดีหรอก



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 9


เมื่อได้สร้างสภาวะที่เหมาะสมทุกประการแล้ว จงอดทนรอ อย่าละทิ้งไป เพื่อให้โชคดีมาเยือนการที่เราขยันอยู่ทุกวัน จงรักษาการกระทำแบบนั้นไว้ ( พักผ่อนหาเวลาเที่ยวเล่นบ้างก็ได้แต่อย่ามากจนเกินไป) อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วถนัดแล้ว เพราะนับวัน สทศ ยิ่งออกข้อสอบ ............. จงอย่าตกอยู่ในความประมาท 55+



กฎแห่งความโชคดีข้อที่ 10


การสร้างโชคดี ก็คือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมให้พร้อมสำหรับโอกาส แต่โอกาสไม่ใช่เรื่องของโชคหรือความบังเอิญ โอกาสมีอยู่ตลอด การทำข้อสอบได้เป็นเพราะแสวงหา ไม่ใช่เพราะโชคชะตาหรือความบังเอิญ เบื้องหน้าอาจจะเห็น คนที่ได้คะแนนเยอะ บอกว่า โชคดีจึงทำข้อสอบได้คะแนนดี แต่ฉากหลังแล้ว พวกเขาเหล่านั้น มั่นอ่านหนังสือ ทบทวนตำราเรียนอยู่ทุกวัน


"โชคดีมีอยู่ให้พวกเราเสมอ อยู่ที่ว่าพวกเราจะสร้างสภาวะแวดล้อม


ให้พร้อมที่จะรับความโชคดีนั้นหรือเปล่า"




ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.unigang.com







วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันรพี





"วันรพี" (7 สิงหาคมของทุกปี) เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติ

ชื่อของวันรพีมาจากพระนามเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในสมเด็จพระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗




พระประวัติ



พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็น พระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในสมเด็จพระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗





การศึกษา



พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเข้าศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกในสำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) เมื่อทรงผ่านการศึกษาแล้วได้ ทรงเข้าศึกษาภาษาอังกฤษชั้นต้น ในสำนักครูราม สามิ และในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ได้ทรงเข้าศึกษา ภาษาไทยอยู่ในสำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) เปรียญ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรประทับอยู่วัดบวรนิเวศ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๑ได้เสด็จไปประเทศอังกฤษ และทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอยู่ในกรุงลอนดอน ๓ ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทรงเลือกศึกษาวิชา กฎหมายต่อที่วิทยาลัยไครส์ตเชิช ในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เมื่อได้ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัย ไครส์ตเชิช แล้วได้ ทรงอุตสาหะเอาพระทัยใส่เป็นอย่างมาก ในที่สุดได้ ทรงสอบไล่ได้ตามหลักสูตรชั้นปริญญาเกียรตินิยม ในทางกฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นจึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ

พระราชกรณียกิจ




ด้วยพระปรีชาสามารถอันเป็นอัจฉริยะประกอบกับพระวิริยะอุตสาหะข

องพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมหลวง ราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ อันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยเป็นเอนกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายไทย กล่าวคือทรงปรับปรุงศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่ทรงตรวจชำระสะสางกฎหมายทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อเปิดการสอนกฎหมาย ครั้งแรกทรงรวบรวม และแต่งตำราคำอธิบายกฎหมายลักษณะต่างๆ มากมายทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสิน ความฎีกาซึ่งทำหน้าที่ศาลสูงสุดของประเทศ ทรงตั้ง กองพิมพ์ลายมือขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ สำหรับตรวจ ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาในคดีอาญา อันเป็นจุดเริ่มต้น ของการพิสูจน์ลายมือที่กรมตำรวจ ในปัจจุบันนอกจาก นั้นในขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราช ทรงปรับปรุงกิจการกรมทะเบียนที่ดินให้เจริญก้าวหน้า เป็นอันมาก





สิ้นพระชนม์



ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ได้ทรงได้รับพระราชทานอนุญาต ให้ลาพักราชการในตำแหน่งเสนบดีกระทรวงเกษตราธิราชเพื่อรักษาพระองค์ด้วย ทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ และเสด็จไปรักษาพระองค์ ณ กรุงปารีส แต่อาการหาทุเลาไม่ ในที่สุดได้เสด็จสิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ พระชนมายุได้ ๔๗ พรรษา พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ ผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ทรงถือว่าความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะสำหรับนักกฎหมาย และทรงจัดตั้งโรงเรียน กฎหมายและเป็นผู้สอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง เพื่อที่จะให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นทรงจัดวางระเบียบศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่ ทรงรวบรวมกฎหมาย และคำพิพากษา ฎีกาพร้อมแต่งตำราอธิบายกฎหมายต่าง ๆ มากมายการค้นคว้ารวบรวมและพระนิพนธ์ ได้เป็นรากฐานก่อตั้งการศึกษานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติจึงทรงได้รับยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" และเรียกวันที่ ๗ สิงหาคม อันเป็นคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทุกปีว่า "วันรพี"